ภาพยนตร์แนวล่าสมบัติอีกหนึ่งเรื่องในช่วงต้นปี 2000 ที่ถูกยกย่องในแง่ของบทที่สนุก ตื่นเต้นเร้าใจ และยังกอบโกยรายได้ไปมากกว่า 347 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อีกทั้งยังได้นักแสดงนำระดับ Holly Wood มาร่วมเล่นทั้งนิโคลัส เคจ,ไดแอน ครูเกอร์ ,ฌอน บีน และ จอน วอยด์ หลานคนยังมีภาพจำหนังแนวล่าสมบัติจำพวก Indiana Jones ที่มีฉาก Actions มันส์ ๆ สุดอลังการ และตำนานที่มาจากนอกโลก แต่สำหรับเรื่องนี้ National Treasure ที่เราจะรีวิวกันในวันนี้จะเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่อาจไม่ได้แปลกใหม่แต่รับรองว่าใครที่ได้ดูนั้นจะต้องประทับใจไปกับการถอดรหัสลับล่าสมบัติบนโลกแห่งนี้อย่างแน่นอน

เนื้อเรื่องย่อ

นับตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษของตระกูล เกทส์  ที่ชื่นชอบเรื่องราวปริศนาบนโลกใบนี้ที่มีเป้าหมายคือขุมทรัพย์ที่ไม่อาจจะจินตนาการได้และพร้อมที่จะถอดรหัสลับเพื่อไปยังพื้นที่แห่งนั้น แต่ถึงอย่างไร แพททริค เกทส์ พ่อของเบนจามิน เกทส์ ก็เป็นคนหนึ่งในตระกูลที่ไม่เชื่อเรื่องราวไร้สาระพวกนั้นและถอดใจไปก่อนใครแล้ว แต่ทว่าสำหรับ เบนจามินนั้นเรื่องราวของความสนุกและการผจญภัยกลับเพิ่งเริ่มต้นขึ้นต่างหาก

national treasure

***สปอยเนื้อหา***

ใครที่กำลังคิดจะดูอ่านมาถึงตรงนี้ก็ปิดไปก่อนได้เลย เพราะเนื้อหาต่อไปนี้ จะเป็นการพูดถึงเนื้อเรื่องของหนัง และการวิจารณ์หลังได้รับชมภาพยนต์ไปแล้ว

แน่ละว่ายิ่งพูดถึงสมบัติที่มากมายยากที่จะจินตนาการได้นั้น ต้องเป็นอะไรที่ไม่ใช่ใครๆก็ครอบครองได้ มันมากมายถึงขั้นแม้แต่ราชายังไม่คู่ควร แต่กับเบนจามิน เกทส์ เลือกที่จะเชื่อเรื่องราวนั้นจากปากของปู่ตัวเอง ซึ่งคีย์เวิร์ดที่ได้มาก็เป็นประโยคสั้นๆเพียงประโยคเดียวจากแผ่นกระดาษที่เขียนว่า “ความลับอยู่กับชาร์ลอตต์” บอกเลยว่าประโยคเดียวเสียวกันทั้งเรื่อง เพราะจากวันนนั้นเป็นเวลา 20 กว่าปีเบนจามินเดินทางไปทั่วโลกเพื่อค้นหาขุมทรัพย์และนอกจากขุมทรัพย์ที่เขาต้องการหาให้เจอ เบนจามินยังต้องการค้นหาความจริงอีกด้วยที่ตระกูลเขาพูดต่อ ๆกันมา ไม่ใช่เพราะอยากจะรวยหรือครอบครองทั้งหมด แต่เพราะความหลงใหลในจินตนาการวัยเด็กจึงทำให้เขามี Passion ที่ไม่มีวันหมดอายุ โดยรวมหนังเรื่องนี้ขอบอกก่อนเลยว่าไม่ใช่หนัง Actions สุดมันส์อะไรหรือมี CG ที่เว่อวังอลังการอะไรเลย แต่จะเน้นไปที่บทที่จะสอดแทรกประวัติศาสตร์เข้าไปอยู่เสมอในเกือบทุกๆฉาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของสงครามกลางเมืองของสหรัฐอเมริกา พื้นที่สำคัญในประเทศ หรือแม้กระทั่งบุคคลสำคัญอย่าง จอร์จ วอชิงตัน และสมาคมลับ ฟรีเมสันส์ ที่มีสัญลักษณ์หน้าตาคล้ายกับฐานพีระมิดแล้วมีดวงตาใหญ่ ๆอยู่ด้านบน จนผูกเรื่องราวไปอยู่บนแบงค์ธนบัตรของอเมริกา ด้วยความที่มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยแบบนี้บางคนอาจไม่เคยรู้มาก่อนก็ยิ่งทำให้อินไปกับเนื้อเรื่องมากขึ้น ถึงแม้จะไม่รู้ว่าจะจริงหรือไม่ก็ตาม อาจจะถูกเขียนขึ้นมาเพื่อความบันเทิงเพียงอย่างเดียวก็ได้ แต่ขอบอกเลยว่าผู้กำกับมาถูกทางมากๆสำหรับ Way นี้

national treasure

ด้วยตัวบทที่จะเน้นไปในทางประวัติศาสตร์ซะเยอะตั้งแต่เริ่มเรื่องจนถึงตอนจบ ก็ยังมีการพูดถึงปูทางเพื่อให้มีภาคต่อไป ตั้งแต่วินาทีแรกของหนังจนถึงตอนจบการเดินทางมันเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์แบบทุกย่างก้าวของจริง มาพูดถึงการแสดงของบรรดาเหล่านักแสดงกันบ้างดีกว่า ส่วนตัวมองว่าตัวละครในเรื่องเกือบทั้งหมดเป็นตัวละครที่รู้สึกว่า ตัวโกงก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าเลวขนาดนั้นถึงแม้มันจะทำทุกวิถีทางเพื่อแย่งแผนที่ลายแทงจากพระเอกให้ได้ แต่คนดูอย่างเราก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันเลวขนาดนั้น ส่วนฝั่งกลุ่มของพระเอก ก็ถือว่าเล่นได้ดีเป็นไปตามที่วางไว้นั่นแหละ มีมุมน่ารัก ๆช่วย ๆกันไปแต่ละด่าน แต่ละขั้นตอนของมัน แต่เชื่อเลยว่าใครที่ดูจะรู้สึกได้เลยว่า ทำไมพระเอกมันเก่งจังเลย จับประเด็นได้หมดโยงไปยังด่านต่อไปหรือลายแทงใหม่ ๆได้เสมอแบบไม่มีผิดพลาดเลย แต่ก็นะ นี่มันคือหนังล่าสมบัติถ้าจะให้ผิดพลาดทุกครั้งหนังเรื่องนี้ต่อให้เป็นซีรี่ส์ก็คงไม่มีวันจบ

national treasure

อีกหนึ่งสิ่งที่ไม่อาจบอกได้ว่าเป็นเรื่องที่ดีหรือไม่ดีก็คงจะเป็นเรื่องที่บทหรือตัวละครพยายามหลอกคนดู เช่นเหตุการณ์ที่พวกเบนจามินดูเหมือนจะมาถึงทางตันและไม่เจอกับสมบัติที่หามาตลอดทั้งเรื่อง แต่กลับบอกเป้าหมายต่อไปให้ตัวโกงและทิ้งพวกเบนจามินไว้ที่ใต้ดิน แล้วพวกนั้นก็เดินไปทางยังสถานที่ที่ได้ยินจากปากของพระเอก กลายเป็นว่าสมบัติไม่ได้อยู่ไหนเลยก็อยู่ที่นั่นแหละ อยู่ในที่ที่พวกของเบนจามินอยู่ ใน Scene นี้ส่วนตัวมองว่ามันไม่เนียนเลยแต่เข้าใจได้ว่าอาจเป็นความตั้งใจของผู้กำกับที่ไม่อยากให้มันละเอียดขนาดนั้น โดยรวมทั้งหมดของหนังเรื่องนี้ก็ยังมองว่าเป็นเรื่องที่ดูได้สบาย ๆ เข้าใจง่ายไม่ซับซ้อนอะไรขนาดนั้น ไปเรื่อย ๆแบบเร็ว ๆ ห้ามแวะไปดูอย่างอื่นเดี๋ยวกลับมาดูจะไม่เข้าใจ การเลือกนักแสดงมารับบทนั้นก็ถือว่าเป็นไปตามวัยสอดคล้องกันดี ช่วงวัยนางเอกและพระเอกไม่ห่างจนน่าเกลียด จังหวะตัดต่อเอยและซาวน์เอฟเฟค ก็โอเคไม่แย่อะไร ไปในทิศทางดีเลยด้วยซ้ำ ซึ่งทิศทางที่ว่ามาทั้งหมดนี้แฟนคลับของหนังแนว ๆนี้ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า National Treasure ภาคแรกนี้ถือว่าทำออกมาได้สนุกกว่าภาคสองที่ฉายในปี 2007 ( สวนตัวชื่นชอบในภาคแรกมากกว่าอยู่ดี ) มันทั้งครบรสกว่า และดูไขปริศนายากกว่า และไม่รีบตัดจบไปจนน่าเกลียด สำหรับ National Treasure นี้เอาไปเลย 7 / 10 เป็นหนังล่าสมบัติที่เด็กดูได้ผู้ใหญ่ดูเพลิน ๆ หรือจะดูแบบต่อเนื่องเลยก็ได้ทั้งสองภาค เพราะมันจะมีความต่อเนื่องกันเพียงเล็กน้อย