ภาพยนตร์เรื่อง “หลานม่า” ถือเป็นหนังไทยยอดฮิตของปี 2567 อีกเรื่องหนึ่ง เพราะนับตั้งแต่ภาพยนตร์ได้เปิดฉายในโรงภาพยนตร์ตั้งแต่วันที่ 4 เมษายนที่ผ่านมา สามารถกวาดรายได้ไปแล้วกว่า 300 ล้านบาท และยังไม่มีทีท่าว่าจะแผ่วลงเลย มีแต่จะสร้างกระแสดราม่า ช่วยปลุกพลังของหนังไทยในยุคหลังโควิดให้กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง ดังเช่นหนังทำเงินที่ผ่านมาอย่างเช่น เรื่องสัปเหร่อและธี่หยด ที่กวาดรายได้ไปกว่า 800 ล้านบาท แต่ทั้ง 2 เรื่องจะเป็นหนังที่มีความเฉพาะเจาะจงโดยสัปเหร่อ ถ่ายทอดวิถีชีวิตของคนภาคอีสาน และธี่หยดจะเป็นหนังผีแนวสยองขวัญ แต่สำหรับหนังเรื่องหลานม่าเป็นหนังครอบครัวที่สามารถชมได้ทุกเพศทุกวัย โดยนักวิจารณ์หนังคาดว่าหนังเรื่องหลานม่าอาจจะทำลายสถิติสุดยอดหนังไทยที่กวาดรายได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ เนื่องจากเป็นหนังที่ดูเรียบง่ายและทรงพลัง สร้างความเป็นดราม่าที่สามารถเรียกน้ำตาแห่งความคิดถึงของคนในครอบครัวได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะครอบครัวที่มีผู้สูงวัยที่เปรียบเหมือนสมบัติล้ำค่ายิ่งของครอบครัวที่ต้องการลูกหลานช่วยกันดูแล

“หลานม่า” หนังดราม่าที่ดีต่อใจสำหรับคนใกล้ตัวทุกครอบครัว

หนังเรื่อง“หลานม่า” เป็นผลงานการกำกับของ ผู้กำกับภาพยนตร์รุ่นใหม่ไฟแรงที่น่าจับตามองอย่างคุณพัฒน์ บุญนิธิพัฒน์ แม้จะเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกแต่คุณพัฒน์ เคยมีผลงานที่ทำชื่อเสียงมาแล้วจากละครซีรีส์สุดฮิตทางจอโทรทัศน์เรื่อง “ฉลาดเกมโกง”  สำหรับนักแสดงนำ ก็เป็นการแจ้งเกิดของนักแสดงหน้าใหม่อย่าง ยายแต๋ว คุณอุษา เสมคำ ที่รับบทเป็น “อาม่า”ที่น่ารักและแสนงอนวัย 76 ปี แต่ยังมีอารมณ์ขันและมีคติสอนใจให้ลูกหลานได้นำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน รวมทั้งพระเอกของเรื่องคือ เอ็ม หลานชายคนโตของอาม่าอย่าง “บิวกิ้น” พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล ที่พลิกบทบาทจากนักร้องหนุ่มสุดฮอต และอดีตนักแสดงในซีรีส์วายสุดฮิต มาเล่นบทหลานชายตัวแสบที่หวังจะมาเอาสมบัติที่เป็นมรดกของอาม่า แต่สุดท้ายก็รู้ว่า อาม่า คือ สมบัติล้ำค่ายิ่งของครอบครัว

หลานม่า

นอกจากนั้นยังมีนักแสดงมากความสามารถ อย่าง ดู๋ สัญญา คุณากร รับบท ลูกชายคนโต, เจีย สฤญรัตน์ โทมัส รับบทเป็นลูกสาวคนกลางที่เป็นแม่ของเอ็ม และ เผือก พงศธร จงวิลาส ดาราตัวตึงของค่ายหนัง GDH มารับบทเป็นลูกชายคนเล็กของอาม่า ที่เป็นตัวแสบประจำตระกูล รวมทั้งยังมี ตู ต้นตะวัน ตันติเวชกุล ที่มารับบมบาทเป็นทับทิม ญาติของเอ็มที่เป็นต้นแบบแห่งหลานกตัญญูจนได้รับมรดกจากครอบครัว ที่สร้างความอิจฉาให้กับเอ็ม ที่อยากจะได้มรดกจากอาม่าบ้างและเกิดเป็นเรื่องราวของหนังหลานม่า นั่นเอง

“หลานม่า” ตัวละครสะท้อนปัญหาสังคมสูงวัยที่ไร้ความสนใจ

“หลานม่า” เป็นเรื่องราวที่สะท้อนชีวิตของครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน ที่ลูกผู้ชายได้รับการยกย่อง แต่ลูกผู้หญิงกลับไม่ได้รับความสนใจจากพ่อแม่ แม้จะทำดี แต่กลับมองไม่เห็น นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่า เมื่อลูกๆไปแต่งงานมีครอบครัว ก็ไม่ค่อยมีเวลาให้ผู้สูงวัยจนเมื่อเจ็บป่วยใกล้ตาย  ถึงจะกลับมาคอยเอาใจเพื่อหวังได้รับผลประโยชน์แถมยังแย่งมรดกกันอีกด้วย โดยเนื้อเรื่องอาม่าป่วยเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย และหลานเอ็มมาดูแลเพื่อหวังมรดก แต่สุดท้ายความรักส่งผลให้ทำความดีโดยไม่หวังผลตอบแทน ส่วนลูกคนอื่นๆ ก็แย่งชิงมรดก จนไม่ได้นึกว่า ความรักกันของคนในครอบครัวคือสิ่งที่อาม่าต้องการมากกว่าชีวิตของตนเอง เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต้องไปติดตามชมกันโรงภาพยนตร์ รับรองได้ว่าหนังเรื่องนี้ เป็นสุดยอดหนังระดับคะแนนเต็มสิบไม่มีหัก และสะท้อนความรักให้ผู้ที่ชมแล้วจะต้องมีน้ำตา ทำให้คิดถึงคนในครอบครัว อยากให้เวลากับคนในครอบครัวจนกว่าจะหมดเวลาและต้องจากกันด้วยความตาย

หลานม่า

“หลานม่า” ความรักต้องการเวลา มี Love ต้องมี Time ด้วย

“หลานม่า” เป็นหนังที่น่าประทับใจ เชื่อว่าใครได้ชมจะต้องขอเข้าไปชมอีกสักรอบ รอบเดียวคงไม่พอ เนื่องจากดำเนินเรื่องราวได้อย่างน่าติดตาม แม้จะเป็นหนังที่เรียบง่ายมีตัวละครไม่กี่ตัว และเรื่องราวไม่ได้ซับซ้อน ซ่อนปม แต่เป็นหนังที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ที่เป็นหนังสะท้อนสังคมแบบจิกกัดเล็กๆ ทำให้ได้ข้อคิดว่า คำว่า รัก ไม่ใช่สะกดว่า Love เท่านั้นแต่สะกดว่า Time ด้วยคือ เมื่อเรามีคนรักต้องให้เวลาอย่างเต็มที่ ดีกว่าเสียใจและเสียดาย เมื่อคนที่เรารักตายจากไป ถึงเวลานั้นก็สายไปแล้วที่จะแสดงความรักที่หลุมศพ เมื่อชมหนังเรื่องนี้จบ เชื่อว่าใครที่ได้ไปชมจะต้องได้ข้อคิดและกลับสนใจคนในครอบครัว โดยเฉพาะคนสูงวัยที่มีความเหงา สิ่งที่ทำให้หายเหงา คือ เราทุกคนที่ได้มาใช้เวลาด้วยกัน ไม่ว่าจะกินข้าวหรือทำกิจกรรมด้วยกัน เท่านี้ก็พอเพียงที่จะเป็นน้ำหล่อเลี้ยงหัวใจให้คนสูงวัยมีอายุที่ยืนยาวออกไปได้อีกหลายปี นอกจากนี้บทเพลงประกอบหนังเรื่องอาม่า ถ่ายทอดโดย บิวกิ้น คือเพลง สวยงามเสมอ (Ever-Forever) เมื่อฟังแล้วจะอินและฟินไปพร้อมกับหนังกันเลย ใครที่ยังไม่ได้ชมหนังเรื่อง “หลานม่า” อย่าช้ารีบจับจองตั๋ว เข้าไปชมได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะอำลาโรงภาพยนตร์ไป เล่าเรื่องมาให้ถึงขนาดนี้ ใครไม่ได้ไปดูก็ถือว่าพลาดแล้ว สำหรับสุดยอดหนังแห่งปี เรื่องนี้เลย!